
ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ การแบกรับภาระหน้าที่และความคาดหวังต่าง ๆ อาจทำให้หลายคนต้องเผชิญกับภาวะเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนอาจมองว่า ความเครียดเป็นเพียงเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่เดี๋ยวก็หายไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะนี้คือภัยเงียบที่ค่อย ๆ บั่นทอนสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า ความเครียดส่งผลเสียต่อร่างกายและหัวใจอย่างไร พร้อมวิธีรับมือเพื่อปกป้องหัวใจของคุณให้แข็งแรงในระยะยาว
ภาวะเครียด คือการตอบสนองของร่างกาย และจิตใจเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน คุกคาม หรือมีการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้ความพยายามในการปรับตัว เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมา เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลิน (Adrenaline) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์นั้น ๆ ซึ่งจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อตึงตัว และความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราว แม้ความเครียดในระดับที่พอดีจะช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัว แต่หากมีมากเกินไปย่อมส่งผลร้ายต่อสุขภาพ

ความเครียดไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถแบ่งออกได้ตามระยะเวลาและความรุนแรงของการเกิด โดยหลัก ๆ แล้ว ภาวะเครียดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
ความเครียดแบบเฉียบพลัน (Acute Stress) ความเครียดที่เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว มักเกิดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น การต้องเบรกรถกะทันหันเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ การทะเลาะเบาะแว้ง หรือการต้องพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก ซึ่งร่างกายจะกลับสู่สภาวะปกติได้เองเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป
ความเครียดแบบเฉียบพลันตามช่วงระยะเวลา (Episodic Acute Stress) ภาวะของคนที่เผชิญกับความเครียดแบบเฉียบพลันบ่อยๆ หรือเกิดขึ้นเป็นระลอก มักพบในคนที่รับภาระงานมากเกินไป เร่งรีบตลอดเวลา หรือมีความวิตกกังวลกับสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ
ความเครียดเรื้อรังหรือความเครียดสะสม (Chronic Stress) ความเครียดที่ฝังรากลึกและยาวนานต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเป็นปี มักเกิดจากปัญหาที่แก้ไม่ตก เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว หรือความกดดันจากการทำงาน ภาวะนี้อันตรายที่สุดเพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาตลอดเวลาโดยไม่ได้พัก
ภาวะเครียดสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ซึ่งแต่ละคนจะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่แตกต่างกันออกไป สาเหตุหลัก ๆ มักมาจาก
ภาระงานที่หนักเกินไป หรือความกดดันจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน
ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนฝูง
ปัญหาทางการเงิน สภาพเศรษฐกิจ หรือหนี้สินที่สะสม
ปัญหาสุขภาพ โรคประจำตัว หรือความเจ็บป่วยทางกาย
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน หรือการสูญเสียคนสำคัญ เป็นต้น
สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะ เสียงดัง หรือความแออัด
เมื่อร่างกายตกอยู่ในความเครียด ระบบต่าง ๆ จะทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งรูปแบบของความเครียดที่แตกต่างกัน ก็จะส่งผลกระทบต่อหัวใจในลักษณะที่ต่างกันออกไป ดังนี้
การปล่อยให้อารมณ์โกรธหรือฉุนเฉียวเข้าครอบงำ ส่งผลร้ายต่อหัวใจมากกว่าที่คิด งานวิจัยพบว่าภายในช่วง 2 ชั่วโมงหลังจากการระเบิดอารมณ์โกรธ ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเจ็บหน้าอก ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ผู้ที่มีพฤติกรรมโกรธง่ายและมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งรอบข้างเป็นประจำ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้น
ผู้ที่ต้องทนทุกข์กับภาวะเครียดเรื้อรัง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินและคอร์ติซอลออกมาอย่างต่อเนื่อง ฮอร์โมนเหล่านี้ทำให้หัวใจเต้นเร็วและหลอดเลือดหดตัว แม้ในยามที่ไม่มีอันตราย ร่างกายก็ยังหลอกตัวเองว่ากำลังเผชิญภัยคุกคาม ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันสูง และโรคหัวใจในระยะยาว เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือดต้องรับภาระหนักอยู่ตลอดเวลา
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า ตรอมใจหรือภาวะหัวใจสลาย (Broken Heart Syndrome) ซึ่งเกิดจากการเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสียคนรัก ภาวะนี้ทำให้หลอดเลือดในหัวใจหดตัวฉับพลัน เลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง นำไปสู่อาการเจ็บหน้าอกคล้ายหัวใจวาย แม้ส่วนใหญ่จะเป็นภาวะชั่วคราวและฟื้นตัวได้ แต่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าจิตใจมีอิทธิพลต่อหัวใจอย่างชัดเจน
นอกจากสุขภาพหัวใจแล้ว ภาวะเครียดยังส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังระบบอื่น ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ไมเกรน ระบบย่อยอาหารปั่นป่วน ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลงทำให้ป่วยง่ายขึ้น รวมถึงส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้ขาดสมาธิ วิตกกังวล และหากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ในที่สุด
การจัดการกับความเครียดไม่เพียงแต่ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยมให้กับดวงใจของคุณ วิธีลดความเครียดที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย หรือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ ช่วยลดระดับความเครียดได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การเลือกทานอาหารที่สมดุล เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และปลา จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการปรับสมดุลฮอร์โมน และเพิ่มศักยภาพของร่างกายในการต้านทานความเครียด
ฝึกผ่อนคลายจิตใจ การทำสมาธิ การฝึกกำหนดลมหายใจ หรือการทำกิจกรรมดูแลตัวเอง (Self-care) เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์แล้วว่าสามารถช่วยลดความตึงเครียด ปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมให้ดีขึ้นได้
หลายคนอาจชะล่าใจและคิดว่า สามารถรับมือกับความเครียดได้ แต่หัวใจและหลอดเลือดอาจกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างเงียบ ๆ จากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การวัดความดันโลหิตที่บ้าน สามารถช่วยให้คุณเฝ้าระวังโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจวายในอนาคตได้ดีกว่าการวัดที่คลินิกหรือโรงพยาบาล จากการศึกษาภายในของ OMRON ในปี 2022 ซึ่งใช้เวลาเก็บข้อมูลตลอด 1 ปีเต็ม พบว่า การหมั่นใช้เครื่องวัดความดันโลหิต ตรวจเช็กสุขภาพที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนลดค่าความดันโลหิตลงได้เฉลี่ยถึง 10 มิลลิเมตรปรอท(mmHg) ซึ่งตัวเลขนี้เทียบเท่ากับการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้มากถึง 54% การเฝ้าระวังที่บ้านไม่เพียงแต่ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ยังเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ภาวะเครียด ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ความรู้สึกชั่วคราว แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำลายสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอย่างเงียบเชียบ ทั้งการกระตุ้นให้เกิดความดันโลหิตสูง อาการเจ็บหน้าอก และความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง การรู้เท่าทันความเครียด ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต หมั่นออกกำลังกาย และหมั่นตรวจเช็กความดันโลหิตของตนเองที่บ้านอย่างสม่ำเสมอช่วยจะปกป้องสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในชีวิต
และสำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องวัดความดันโลหิต OMRON สามารถหารซื้อได้ที่ร้านขายชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่านร้านค้าอย่างเป็นทางการบน Shopee และ Lazada ได้แล้ววันนี้ พร้อมบริการจัดส่งเครื่องวัดความดันโลหิตถึงหน้าบ้านคุณทั่วประเทศ
เป็นความจริง ความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรง หรือความเครียดสะสมเรื้อรัง สามารถกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบตันได้
สัญญาณเตือนของความเครียดเรื้อรังมักแสดงออกทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น อาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ปวดเมื่อยตามคอและบ่า หงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิในการทำงาน ทานอาหารผิดปกติ (ทานมากไปหรือน้อยไป) และรู้สึกอ่อนล้าตลอดเวลาแม้จะได้พักผ่อนแล้วก็ตาม
การวัดความดันโลหิตที่บ้านช่วยให้เราเห็นข้อมูลสุขภาพของตนเองตามสภาพแวดล้อมจริงในชีวิตประจำวัน หากตัวเลขความดันสูงขึ้นในช่วงที่มีเรื่องเครียด จะเป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้ตัวว่าต้องเริ่มจัดการกับอารมณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพหัวใจ
ขอบคุณข้อมูลจาก
จิรนุช จิตราทร. (ม.ป.ป.). ความเครียด. สืบค้นจาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/05142014-1901
ฐิติพร ศุภสิทธิ์ธำรง. (2023). ความเครียด (Stress). สืบค้นจาก https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/stress
ฑิตถา อริยปรีชากุล. (ม.ป.ป.). ความเครียดส่งผลอย่างไรกับหัวใจ. สืบค้นจาก https://www.sukumvithospital.com/healthcontent.php?id=3586
ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร. (2023). การจัดการความเครียด ป้องกันโรคหัวใจได้ วิธีคลายกังวล. สืบค้นจาก https://www.medparkhospital.com/lifestyles/tips-to-manage-your-stress-to-prevent-heart-disease
American Heart Association. (2024). Stress and Heart Health. สืบค้นจาก https://www.heart.org/en/healthy-living/healthy-lifestyle/stress-management/stress-and-heart-health
OMRON HealthCare. (2024). How Stress Affects Your Heart Health. สืบค้นจาก https://www.omronhealthcare-ap.com/HealthBlog/en/Article/Details/90/How-Stress-Affects-Your-Heart-Health
Raymond R. Townsend. (2020). Out-of-Office Blood Pressure Monitoring: A Comparison of Ambulatory Blood Pressure Monitoring and Home (Self) Monitoring Of Blood Pressure. สืบค้นจาก https://www.ahajournals.org/doi/full/10.1161/HYPERTENSIONAHA.120.14650
|
บทความก่อนหน้า 3 อาหารสุขภาพ ลดความดันโลหิต กินอร่อยและสุขภาพดีขึ้นง่าย ๆ |
บทความถัดไป |