สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

เช็กสาเหตุเหนื่อยง่าย เกิดจากอะไร พร้อมวิธีรับมือกับอาการนี้

Aug 25, 2026

อาการเหนื่อยง่าย เกิดจากอะไร? รู้ทันอาการเหนื่อยหอบ พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

เหนื่อยง่าย เกิดจากอะไร

 

เดินขึ้นบันไดแค่ชั้นเดียวก็หายใจไม่ทัน ยกของเบา ๆ ก็รู้สึกหมดแรง หรือบางวันแค่ตื่นนอนก็เหมือนไม่ได้พักผ่อนเลย ความรู้สึก เหนื่อยง่าย แบบนี้หลายคนมักคิดว่าเป็นเรื่องของอายุที่มากขึ้น หรือการทำงานหนักเกินไป แล้วปล่อยผ่านไปโดยไม่ได้ใส่ใจ

แต่ในความจริง อาการเหนื่อยง่ายและเหนื่อยหอบเป็นสัญญาณที่ร่างกายพยายามส่งออกมา บางครั้งเกิดจากพฤติกรรมที่ปรับได้ไม่ยาก แต่บางครั้งก็อาจเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ เช่น ภาวะโลหิตจาง โรคหัวใจ โรคปอด หรือความดันโลหิตที่ผิดปกติ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า อาการเหนื่อยง่าย เกิดจากอะไรได้บ้าง วิธีสังเกตอาการที่ควรรีบพบแพทย์ และแนวทางดูแลตัวเองที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

อาการเหนื่อยง่าย เกิดจากอะไร

ความรู้สึกอ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง หรือหายใจไม่ค่อยเต็มปอดนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มักมีที่มาจากปัจจัยรอบตัวและปัญหาสุขภาพภายใน โดยสามารถแบ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการนี้ได้ดังต่อไปนี้

  • พักผ่อนไม่เพียงพอหรือเครียดสะสม การนอนหลับไม่สนิท นอนดึกสะสม หรือมีความเครียดจากหน้าที่การงาน จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างเต็มที่ ระบบฮอร์โมนแปรปรวน นำไปสู่ความรู้สึกอ่อนเพลียเรื้อรังและเหนื่อยล้าได้ตลอดทั้งวัน

  • ขาดการออกกำลังกาย เมื่อร่างกายไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะลดลง ปอดและหัวใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เมื่อต้องออกแรง หรือทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานเพียงเล็กน้อย ก็จะรู้สึกเหนื่อยหอบได้เร็วกว่าปกติ 

  • ภาวะโลหิตจาง ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ทำให้ความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง ผู้ที่มีภาวะนี้จึงมักมีอาการหน้ามืด วิงเวียน และรู้สึกหมดแรงได้ง่าย

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด หากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่ดีพอ เช่น ในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ร่างกายจะขาดออกซิเจนอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยหอบอย่างรุนแรงแม้อยู่เฉย ๆ

  • โรคปอด หรือระบบทางเดินหายใจ โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หรือภาวะปอดอักเสบ ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนในปอดทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด และเหนื่อยหอบเมื่อต้องออกแรง

  • ความดันโลหิตผิดปกติ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือต่ำเกินไป หัวใจจะต้องรับภาระหนักขึ้นในการปรับสมดุลการไหลเวียนเลือด ทำให้เกิดอาการวิงเวียนและอ่อนเพลียได้

วิธีสังเกตอาการเหนื่อยง่ายที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ความเหนื่อยล้าจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้หลังการออกแรง แต่หากมีลักษณะอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

  • เหนื่อยแม้ทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น การเดินระยะทางสั้นๆ อาบน้ำ แต่งตัว หรือกวาดบ้าน แต่กลับรู้สึกเหนื่อยหอบจนต้องหยุดพัก ซึ่งต่างจากความเหนื่อยล้าปกติที่มักเกิดหลังจากการออกกำลังกายอย่างหนัก

  • เหนื่อยร่วมกับแน่นหน้าอก ใจสั่น หรือเวียนหัว หากอาการอ่อนเพลียมาพร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจเฉียบพลัน

  • เหนื่อยหอบตอนนอนราบหรือกลางคืน ผู้ที่มีปัญหาหัวใจหรือปอด มักจะรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออกเมื่อต้องนอนราบ จนต้องลุกขึ้นมานั่งหอบเหนื่อยในตอนกลางคืน หรือต้องใช้หมอนหนุนหลังหลายใบเพื่อให้อยู่ในท่านั่งถึงจะหลับได้

5 วิธีแก้อาการเหนื่อยหอบ

เมื่อทราบสาเหตุของอาการเหนื่อยง่าย และผ่านการตรวจวินิจฉัยเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคอันตรายเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางแก้ไขอาการเหนื่อยหอบได้ดังนี้

ฝึกหายใจ

 

1. ฝึกการหายใจอย่างถูกวิธี

คนที่เหนื่อยหอบมักหายใจตื้นและเร็วโดยไม่รู้ตัว ทำให้ออกซิเจนเข้าปอดได้น้อย ลองฝึกหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อกะบังลม นั่งหรือนอนในท่าสบาย วางมือบนหน้าท้อง หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ ให้ท้องป่องขึ้น นับ 1 - 4 แล้วผ่อนลมหายใจออกทางปากยาว ๆ นับ 1 - 6 ทำวันละ 5 - 10 นาที เช้าและเย็น เทคนิคการเป่าลมออกทางปากแบบห่อริมฝีปากยังช่วยบรรเทาอาการหอบเฉียบพลันให้สงบลงได้เร็วขึ้น

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจและปอดโดยตรง เริ่มจากกิจกรรมเบา ๆ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ครั้งละ 20 - 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน รวมประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควรเริ่มจากระดับที่ยังพูดเป็นประโยคได้ขณะทำ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หากมีโรคหัวใจ โรคปอด หรือความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อกำหนดระดับความหนักที่ปลอดภัย

3. ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ

ภาวะขาดน้ำเพียงเล็กน้อยจะทำให้ปริมาตรน้ำในเลือดลดลง ส่งผลให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น และทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาระดับการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายขึ้นได้ ควรดื่มน้ำสะอาดกระจายตลอดวันประมาณ 1.5 - 2 ลิตร ปรับตามอากาศและกิจกรรม ควบคู่กับการนอนหลับให้ได้ 7 - 9 ชั่วโมงในเวลาเดิมทุกวัน ลดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ในช่วงเย็น รวมทั้งเลี่ยงการใช้หน้าจอก่อนนอนเพื่อให้หลับลึกขึ้น

4. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นระบบทางเดินหายใจ

งดสูบบุหรี่และเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง นอกจากนี้ควรเลี่ยงพื้นที่แออัดอากาศไม่ถ่ายเท สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากกันฝุ่นเมื่อค่า PM 2.5 สูง ทำความสะอาดที่นอนและผ้าม่านเพื่อลดไรฝุ่น และเลี่ยงกลิ่นฉุนจากสารเคมี น้ำหอม หรือควันธูปที่กระตุ้นให้หลอดลมตีบ

5. หมั่นตรวจความดันเป็นประจำ

เนื่องจากความดันโลหิตผิดปกติเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เหนื่อยง่ายโดยไม่แสดงอาการเตือนล่วงหน้า การวัดความดันที่บ้านจะช่วยให้คุณสามารถติดตามสุขภาพคุณได้อย่างสม่ำเสมอมากกว่าการวัดปีละครั้งที่โรงพยาบาล ทั้งนี้ แนะนำวัดวันละ 2 ช่วง คือเช้าหลังตื่นนอนก่อนกินยาและอาหาร กับช่วงก่อนเข้านอน โดยวิธีการวัดความดันให้ได้ค่าที่ถูกต้อง แนะนำให้นั่งพัก 5 นาที หลังตรงเท้าวางราบ พันผ้าพันแขนให้อยู่ระดับเดียวกับหัวใจ แล้ววัดซ้ำ 2 ครั้งห่างกัน 1 นาทีเพื่อหาค่าเฉลี่ย

เพราะการบันทึกค่าที่วัดได้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้แพทย์เห็นแนวโน้ม และปรับการรักษาได้ถูกต้องขึ้น ปัจจุบันสามารถใช้แอปวัดความดัน OMRON connect เชื่อมต่อกับเครื่องวัดความดันโลหิต เพื่อเก็บข้อมูลได้ ไม่ต้องจดใส่สมุดเอง และแชร์ข้อมูลให้แพทย์ดูได้สะดวกเมื่อไปตรวจตามนัด

รู้สึกเหนื่อยง่าย

 

สรุปบทความ

อาการเหนื่อยง่าย ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้ามว่าเป็นแค่ความอ่อนเพลียตามวัย เพราะสาเหตุมีตั้งแต่การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด และการขาดการออกกำลังกาย ไปจนถึงภาวะโลหิตจาง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอด และความดันโลหิตที่ผิดปกติ การสังเกตอาการร่วม เช่น แน่นหน้าอก ใจสั่น เวียนหัว หรือเหนื่อยหอบเวลานอนราบ จะช่วยแยกได้ว่าเมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

การดูแลตัวเองด้วยการฝึกหายใจให้ถูกวิธี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำและนอนหลับให้เพียงพอ เลี่ยงสิ่งกระตุ้นทางเดินหายใจ และตรวจความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เป็นพื้นฐานที่ช่วยให้ร่างกายกลับมาทนต่อการออกแรงได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญ คือความต่อเนื่องและการมีข้อมูลสุขภาพของตัวเองไว้ในมือ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรึกษาและวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ได้อย่างตรงจุด 

 

 


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อาการเหนื่อยหอบแบบไหน ควรรีบไปพบแพทย์?

หากเหนื่อยหอบขึ้นมาเฉียบพลันโดยไม่ได้ออกแรง มีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอกร้าวไปแขนหรือกราม ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ พูดเป็นประโยคยาวไม่ได้ ใจสั่นรุนแรง เป็นลมหรือเกือบเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์

อาการเหนื่อยง่ายเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตไหม?

มีความเกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว และต้องออกแรงบีบตัวมากกว่าปกติ หรือภาวะความดันโลหิตต่ำที่ทำให้เลือดส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่าง ๆ ไม่เพียงพอ ทั้งสองกรณีล้วนส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายได้ทั้งสิ้น

ผู้สูงอายุเหนื่อยง่ายเป็นเรื่องปกติหรือไม่?

แม้ความเสื่อมถอยของร่างกายตามวัยจะทำให้ผู้สูงอายุมีเรี่ยวแรงลดลงบ้าง แต่การเหนื่อยหอบจนทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ตามปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน อาการเหนื่อยง่ายในผู้สูงอายุมักซ่อนโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อม เช่น โรคหัวใจ ภาวะหลอดเลือดตีบ หรือโรคปอด จึงควรพาไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียดเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง. (ม.ป.ป.). การรักษาอาการเหนื่อยหอบ. สืบค้นจาก https://www.rama.mahidol.ac.th/cancer_center/th/palliative-care-2

  • สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระราม 9. (ม.ป.ป.). เหนื่อยง่าย อาการเล็ก ๆ ที่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจได้. สืบค้นจาก https://praram9.com/th/articles/tired-easily

  • โรงพยาบาลเมดพาร์ค. (2023). 7 อาการเหนื่อยล้า ความเครียด นอนไม่พอ หรือโรคอ้วน. สืบค้นจาก https://www.medparkhospital.com/lifestyles/7-reasons-why-you-feel-exhausted

วิดีโอยอดนิยม
ติดตามเรา
|ถูกใจ
วิดีโอยอดนิยม
ติดตามเรา
|ถูกใจ