
เมื่อพูดถึงปัจจัยเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง หลายคนมักนึกถึงอาหารรสเค็ม ความเครียด การสูบบุหรี่ หรือการขาดการออกกำลังกาย แต่รู้หรือไม่ว่า อันตรายจากเสียงดังก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากการจราจร เครื่องจักร งานก่อสร้าง สถานบันเทิง หรือแม้แต่การฟังเพลงผ่านหูฟังด้วยระดับเสียงที่ดังเกินไป หากได้ยินเสียงรบกวนเหล่านี้เป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความเครียด ส่งผลต่อระดับความดันโลหิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว
เพราะฉะนั้นในบทความนี้ OMRON จะพาไปทำความเข้าใจว่า อันตรายจากเสียงส่งผลต่อร่างกายอย่างไร และมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง
เสียงเป็นคลื่นพลังงานที่เดินทางเข้าสู่หูและถูกแปลงเป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังสมอง แต่เมื่อร่างกายได้รับเสียงดังเกินกว่าที่หูจะรับได้ โดยเฉพาะเสียงที่มีระดับตั้งแต่ประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไปเป็นเวลานาน เนื้อเยื่อรับเสียงภายในหูชั้นในอาจถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ นอกจากนี้ เสียงดังยังสามารถกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น อะดรีนาลีน และคอร์ติซอล ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดตัว และอาจทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นได้
เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับเสียงดังอย่างต่อเนื่อง สมองจะตอบสนองราวกับกำลังเผชิญสถานการณ์คุกคาม ส่งผลให้ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ทำงานมากขึ้น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น และเกิดความเครียดสะสม หากเกิดขึ้นเป็นประจำ อาจส่งผลต่อการควบคุมระดับความดันโลหิต โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงหรือมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานาน และติดตามค่าความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอด้วยเครื่องวัดความดัน
นอกจากผลกระทบต่อการได้ยินแล้ว อันตรายจากเสียงดังยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในหลายด้าน ดังนี้

เสียงดังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น หลอดเลือดหดตัว และอาจทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่สัมผัสเสียงดังทุกวัน เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงาน สนามบิน หรืออาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีการจราจรหนาแน่น
หลายคนอาจเคยมีอาการหูอื้อหลังดูคอนเสิร์ต หรือใช้หูฟังเสียงดัง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประสาทการได้ยินได้รับผลกระทบ หากอาการเกิดขึ้นบ่อยหรือไม่หายภายใน 1 – 2 วัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินการได้ยิน
การได้รับเสียงดังเป็นเวลานานอาจทำให้ระบบประสาทรับเสียงในหูชั้นในเสื่อมลงอย่างถาวร ส่งผลให้การได้ยินลดลง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังต่อเนื่องและไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียง
เสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อมอาจทำให้นอนหลับไม่สนิท ตื่นกลางดึก หรือหลับได้ยาก ส่งผลให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ มีสมาธิลดลง และเพิ่มความเหนื่อยล้าระหว่างวัน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพหัวใจในระยะยาวได้เช่นกัน
แม้จะหลีกเลี่ยงเสียงดังได้ไม่ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้
หลีกเลี่ยงพื้นที่เสียงดังเมื่อไม่จำเป็น หากทราบว่า บริเวณใดมีเสียงดังต่อเนื่อง เช่น พื้นที่ก่อสร้าง โรงงาน หรือคอนเสิร์ต ควรลดระยะเวลาการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว หรือพักในบริเวณที่เงียบเป็นระยะ
ใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียง การสวมที่อุดหูหรือที่ครอบหูสามารถช่วยลดระดับเสียงที่เข้าสู่หูได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเป็นประจำ
ลดระดับเสียงหูฟัง ควรเปิดเสียงหูฟังในระดับไม่เกิน 60% ของระดับเสียงสูงสุด และไม่ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยพักหูทุก ๆ 60 นาที เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน
ดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่กัน การดูแลสุขภาพหัวใจ และหลอดเลือดควรทำควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารโซเดียมต่ำ เพิ่มผักและผลไม้สด เพื่อช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

แม้อันตรายจากเสียงดังจะเป็นภัยใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม แต่สามารถป้องกันได้หากเริ่มต้นจากการลดการสัมผัสเสียงดัง ใช้อุปกรณ์ป้องกันเมื่อจำเป็น และดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ควรหมั่นติดตามระดับความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ
การดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในทุกวัน เพราะยิ่งเริ่มต้นดูแลตัวเองได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้มากขึ้น
โดยทั่วไป เสียงที่มีระดับตั้งแต่ประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไป หากได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน และส่งผลต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ เช่น ความเครียดและระดับความดันโลหิต
อาจเป็นอันตรายได้ หากเปิดเสียงดังหรือใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ประสาทรับเสียงเสื่อมลง ควรลดระดับเสียงและพักหูเป็นระยะเพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน
มี เด็กและผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ไวต่อผลกระทบจากเสียงดังมากกว่าคนวัยทำงาน เด็กอาจได้รับผลกระทบต่อสมาธิ การเรียนรู้ และการนอนหลับ ส่วนผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อภาวะหูตึงและผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ง่ายกว่า จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน
ขอบคุณข้อมูลจาก
แผนกโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ. (ม.ป.ป.). อันตรายจากเสียงดัง ส่งผลร้ายถึงขั้นพิการ ไม่มีทางรักษาให้หายได้. สืบค้นจาก https://www.princsuvarnabhumi.com/articles/อันตรายจากเสียงดัง
โรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่. (ม.ป.ป.). อันตราย เสียงดังจากเครื่องเสียง อาจมากกว่าหูอื้อ. สืบค้นจาก https://hatyai.sikarin.com/health/อันตราย-เสียงดังจากเคร
Intimex Chiangmai. (ม.ป.ป.). ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบของการได้ยินลดลง. สืบค้นจาก https://intimexchiangmai.com/high-blood-pressure-linked-to-hearing-loss/
OMRON Healthcare. (2026). Beyond Hearing How Environmental Noise Affects Blood Pressure. สืบค้นจาก https://www.omronhealthcare-ap.com/HealthBlog/en/Article/Details/296/beyond-hearing-how-environmental-noise-affects-blood-pressure
|
บทความก่อนหน้า เช็กลิสต์ 5 อาหารที่ผู้ป่วยความดันสูง ห้ามกิน มีอะไรบ้าง |
บทความถัดไป เช็กสาเหตุเหนื่อยง่าย เกิดจากอะไร พร้อมวิธีรับมือกับอาการนี้ |