การดูแลสุขภาพ

รู้ทัน! ฮีทสโตรก (Heatstroke) ภัยเงียบจากอากาศร้อน

Mar 24, 2026

Heatstroke (ฮีทสโตรก) โรคอันตรายหน้าร้อนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ! 

อากาศร้อนชื้น หากคุณอาศัยอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน โดยเฉพาะแถบเอเชียแปซิฟิก เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุอยู่ไม่น้อย และดูเหมือนว่าอากาศในภูมิภาคนี้จะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปี ทำให้ต้องทนกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดแบบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นความเคยชินในการใช้ชีวิต แต่เคยฉุกคิดบ้างหรือไม่ว่า สภาพอากาศเช่นนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ทันคาดคิด ทุก ๆ วันเรามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Heatstroke และความเสี่ยงนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้อากาศร้อนรุนแรงขึ้น โอกาสในการเกิดฮีทสโตรกจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้น ในบทความนี้ OMRON จึงขออาสาพาไปทำความรู้จักกับอาการนี้ รวมทั้งทำความเข้าใจวิธีปรับตัว รับมือกับสภาพอากาศ และป้องกันตัวเองจากโรคร้ายแรงนี้กัน 

Heatstroke (ฮีทสโตรก) คืออะไร 

ฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือโรคลมแดด เป็นภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายได้ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงพุ่งสูงถึง 41.1 องศาเซลเซียสได้ ภายในเวลาเพียง 10 – 15 นาที เมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิของตัวเองได้ตามปกติ ก็จะทำให้ระบบขับเหงื่อทำงานล้มเหลว ภาวะนี้เป็นอันตรายถึงชีวิต และถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทยที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะความร้อนที่สูงเกินไปจะไปทำลายเซลล์ต่าง ๆ และอาจทำให้อวัยวะสำคัญอย่างสมอง หัวใจ ตับ และไตทำงานล้มเหลวได้  

อาการเบื้องต้นของโรค Heatstroke 

อาการฮีทสโตรกเบื้องต้นที่สามารถพบได้บ่อย ได้แก่ 

  • ผิวหนังเย็นหรือชื้นผิดปกติ 

  • มีเหงื่อออกมาก 

  • ชีพจรเต้นเร็วแต่เบา 

  • เวียนศีรษะ หน้ามืด 

  • ความดันโลหิตต่ำหรือสูงผิดปกติเมื่อเปลี่ยนท่าทาง 

หากพบอาการเหล่านี้ขณะอยู่ในสภาพอากาศร้อน หรือหลังทำกิจกรรมที่ใช้แรง ควรเฝ้าระวังภาวะฮีทสโตรกเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้อาการทวีความรุนแรงจนเป็นอันตราย 

อาการ Heatstroke เกิดจากอะไรได้บ้าง 

ภาวะฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เกิดจากกลไกพื้นฐานคือร่างกายได้รับหรือสร้างความร้อนมากเกินไป จนระบบควบคุมอุณหภูมิทำงานล้มเหลวและระบายความร้อนออกไม่ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ 

1. สภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด 

สาเหตุนี้เกิดจากการสัมผัสกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน โดยไม่ได้มีการออกแรงใด ๆ มากนัก ร่างกายดูดซับความร้อนจากภายนอกเข้ามาจนเกินขีดจำกัด มักพบได้บ่อยใน

  • ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซึ่งระบบระบายความร้อนในร่างกายทำงานได้ไม่ดีเท่าวัยผู้ใหญ่ 

  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 

กรณีที่พบบ่อยและอันตรายมากคือการติดอยู่ในรถที่จอดตากแดด เนื่องจากอุณหภูมิในห้องโดยสารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดภาวะฮีทสโตรกได้ในเวลาไม่กี่นาที  

2. การใช้แรงหรือการออกกำลังกายอย่างหนัก 

สาเหตุนี้เกิดจากร่างกายสร้างความร้อนขึ้นมาเองจากการทำงานของกล้ามเนื้ออย่างหนัก ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่ร้อนหรืออับชื้น ทำให้เหงื่อไม่สามารถระเหยเพื่อพาความร้อนออกไปได้ทัน มักพบใน 

  • นักกีฬาที่ฝึกซ้อมกลางแจ้ง 

  • ผู้ที่ทำงานใช้แรงงานกลางแดด เช่น ช่างก่อสร้าง เกษตรกร ฯลฯ 

  • ผู้ที่หักโหมออกกำลังกายในที่ร้อนจัด โดยที่ร่างกายยังไม่ได้ปรับสภาพให้คุ้นเคย 

Heatstroke อันตรายแค่ไหน 

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด Heatstroke ไม่ได้มาจากความร้อนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างอุณหภูมิที่สูงและความชื้นในอากาศ ซึ่งสามารถประเมินความเสี่ยงได้จากค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) หากค่า Heat Index อยู่ที่ 33 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถือเป็นระดับที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้น 

ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ร่างกายจะสูญเสียน้ำได้ง่าย หากดื่มน้ำไม่เพียงพอหรือออกแรงโดยไม่เตรียมร่างกายให้พร้อม ระบบควบคุมอุณหภูมิภายในจะทำงานได้ไม่เต็มที่ เพิ่มโอกาสในการเกิดฮีทสโตรก นอกจากนี้ ความชื้นสูงยังทำให้เหงื่อระเหยได้ช้าลง ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถลดความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร้อนจึงสะสมและกลายเป็นอันตรายในที่สุด 

วิธีป้องกันโอกาสในการเกิด Heatstroke 

ความเสี่ยงของ Heatstroke สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ยิ่งช่วงนี้เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ก่อนที่จะออกไปเผชิญแสงแดด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ OMRON นำมาฝาก ดังนี้  

ออกกำลังกายเช้าป้องกันฮัทสโตรก

หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงอากาศร้อนจัด 

ควรเลือกออกกำลังกายในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่ความร้อนและรังสีจากแสงแดดไม่รุนแรงมากนัก อีกทั้งการออกไปทำกิจกรรมในสภาพอากาศที่เย็นกว่าย่อมให้ความรู้สึกสบายตัวกว่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งช่วงเวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุดของวัน 

ปรับร่างกายให้คุ้นเคยกับสภาพอากาศร้อน 

ไม่ควรหักโหมหรือฝืนขีดจำกัดของร่างกายมากเกินไป หากจำเป็นต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือที่ที่อากาศร้อนจัดจริง ๆ แนะนำให้ทำกิจกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้เวลาตัวเองปรับตัวไปทีละขั้นตอนเพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น   

ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เพื่อเพิ่มความปลอดภัย 

การทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก ควรมีเพื่อนคนใกล้ชิดร่วมด้วยเสมอ เพื่อคอยสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางอากาศร้อน หากมีอาการเวียนหัว อ่อนเพลีย หรือหน้ามืด ผู้ที่อยู่ด้วยจะสามารถเข้าช่วยเหลือหรือปฐมพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงรุนแรงจากภาวะฮีทสโตรกได้อย่างมาก 

ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอ 

ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ไม่ต้องรอจนรู้สึกกระหายน้ำ โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนหรือมีกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก และควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีและลดความเสี่ยงของการเกิด Heatstroke  

ปลอดภัยจาก Heatstroke

 

อากาศร้อนไม่ใช่เรื่องเล็ก เมื่อ Heatstroke อาจกลับมาได้อีก 

สำหรับผู้ที่เคยเป็นโรค Heatstroke แล้ว ถึงแม้จะรักษาจนหายดีแล้ว แต่อันตรายจากโรคนี้ก็ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศร้อนชื้น จำเป็นต้องระมัดระวังในการใชัชีวิตเป็นพิเศษอยู่เสมอ นอกเหนือจากความเสี่ยงในการเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว อย่างไตหรือตับวายแล้ว โรคนี้ยังอาจสร้างความเสียหายถาวรต่อระบบเส้นประสาทในร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น การที่เคยเป็นฮีทสโตรกมาแล้วครั้งหนึ่ง จะทำให้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายขึ้น   

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยมีอาการ แม้จะไม่มีประวัติเจ็บป่วยมาก่อน แต่อุณหภูมิที่พุ่งสูงจัดก็ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ภาวะหัวใจวาย รวมถึงปัญหาหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ เช่น อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้เช่นกัน 

 

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราควรหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง และติดตามสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ การรู้ขีดจำกัดของร่างกายก่อนทำกิจกรรมในแต่ละวันสามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างมาก โดยสามารถประเมินดบื้องต้นด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตที่สามารถพกพาได้สะดวก ก็จะช่วยให้คุณติดตามและสามารถวัดระดับความดันโลหิตได้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องวัดความดันโลหิตจาก OMRON สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่านร้านค้าอย่างเป็นทางการบน Lazada และ Shopee ได้แล้ววันนี้ พร้อมบริการจัดส่งเครื่องวัดความดันโลหิตถึงหน้าบ้านคุณทั่วประเทศ  

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 

ฮีทสโตรก ต่างจากอาการเพลียแดดอย่างไร?

อาการเพลียแดดมักจะมีเหงื่อออกมาก ผิวหนังเย็นและชื้น อุณหภูมิร่างกายอาจสูงขึ้นแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่หากปล่อยไว้จนกลายเป็น Heatstroke ระบบระบายความร้อนจะล้มเหลว ผิวหนังอาจร้อนจัดและแห้ง หรือชื้นในบางกรณี อุณหภูมิแกนกลางร่างกายจะพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิต  

หากพบคนที่มีอาการ Heatstroke ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร? 

ควรรีบโทรติดต่อสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที ระหว่างรอความช่วยเหลือ ให้นำผู้ป่วยเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์ คลายเสื้อผ้าให้หลวม ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ พร้อมกับเปิดพัดลมเป่าช่วยระบายความร้อน หากผู้ป่วยยังมีสติให้ค่อย ๆ จิบน้ำเปล่า แต่หากหมดสติ ห้ามกรอกน้ำเข้าปากเด็ดขาดเพื่อป้องกันการสำลัก  

เคยเป็นฮีทสโตรกแล้ว สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่? 

ผู้ที่เคยเผชิญกับภาวะฮีทสโตรกมาแล้ว จะมีความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายกว่าคนทั่วไปเมื่อต้องอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด นอกจากนี้หากตอนที่เกิดอาการแล้วรักษาไม่ทันท่วงที อาจส่งผลให้อวัยวะภายในเกิดความเสียหายถาวรได้ จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นพิเศษ 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก 

วิดีโอยอดนิยม
ติดตามเรา
|ถูกใจ
วิดีโอยอดนิยม
ติดตามเรา
|ถูกใจ