
อาการปวดประจำเดือน คือปัญหาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องเผชิญในทุกเดือน ระดับความรุนแรงนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายอาจปวดรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่สามารถไปเรียน หรือทำงานได้ตามปกติ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ และการสังเกตสัญญาณอันตรายที่แฝงมากับอาการปวด จะช่วยให้สามารถรับมือและเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที
อาการปวดประจำเดือนโดยทั่วไป เกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก เพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกที่สลายตัวออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ในกระบวนการนี้ ร่างกายจะหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า “พรอสตาแกลนดิน” (Prostaglandins) ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้มดลูกเกิดการหดรัดตัว ยิ่งร่างกายผลิตสารนี้ออกมามากเท่าไหร่ การบีบตัวของมดลูกก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย และในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลัง หรือต้นขาคล้ายอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อร่วมด้วย
ความรุนแรงของอาการปวดในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน โดยทางการแพทย์สามารถแบ่งลักษณะของอาการปวดได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดปกติที่ไม่ได้เกิดจากโรค หรือความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ มักเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น สาเหตุหลักมาจากการหลั่งสารพรอสตาแกลนดินในปริมาณสูง อาการมักจะดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นหรือหลังจากการมีบุตร
ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติซ่อนเร้นในอุ้งเชิงกรานหรืออวัยวะสืบพันธุ์ เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) หรือภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ ผู้ที่มีภาวะนี้มักจะมีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดนานกว่าปกติ และอาจมีอาการเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
อาการปวดประจำเดือนส่วนใหญ่เป็นกลไกปกติทางธรรมชาติของร่างกายและไม่อันตราย แต่ในบางกรณี ความปวดที่รุนแรงผิดปกติก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ หากพบว่า มีอาการปวดท้องประจำเดือนหนักมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน รับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการก็ยังไม่ทุเลา หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยครั้ง มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ ปวดร้าวลงขาและหลังอย่างรุนแรง หน้ามืด เป็นลม หรือมีอาการปวดเรื้อรังลากยาวแม้จะหมดรอบเดือนไปแล้ว
ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจบ่งบอกถึงโรคทางนรีเวช เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ช็อกโกแลตซีสต์ หรือเนื้องอกในมดลูก จึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หรือทนปวดต่อไป แต่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและทำการรักษาอย่างถูกต้อง
การจัดการกับอาการปวดประจำเดือนสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้
การใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรือแผ่นประคบร้อนวางบริเวณท้องน้อย ความร้อนจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณอุ้งเชิงกราน และช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูกที่กำลังหดรัดตัว ทำให้ความรู้สึกปวดเกร็งลดลงได้
แม้ในช่วงที่มีประจำเดือนจะรู้สึกอ่อนเพลีย แต่การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น โยคะ เดินเล่น หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเพิ่มการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเครียดและบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ดี
ช่วงที่มีประจำเดือนควรเน้นดื่มน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจทำให้หลอดเลือดหดตัว และเพิ่มความรุนแรงของอาการปวด นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน และแมกนีเซียม เช่น ผักใบเขียว หรือถั่วต่าง ๆ จะช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย และลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้
อาการปวดประจำเดือนเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่เกิดจากการบีบตัวของมดลูก แต่หากมีอาการปวดรุนแรงจนผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพภายในที่รุนแรงกว่า การหมั่นสังเกตอาการตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ในเบื้องต้นสามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการประคบร้อน ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร ออกกำลังกายเบา ๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยจัดการความปวด หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง
นอกจากปัญหาปวดท้องประจำเดือนแล้ว อีกหนึ่งอาการปวดที่มักกวนใจ คืออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือแผ่นหลัง ซึ่งเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อใช้งานหนักเป็นเวลานาน สำหรับผู้ที่กำลังมองหาตัวช่วยจัดการกับความปวดในส่วนนี้ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าคลายกล้ามเนื้อ (TENS) ด้วยหลักการทำงานผ่านการส่งกระแสไฟฟ้าความถี่ต่ำผ่านผิวหนัง ช่วยบรรเทาอาการปวดลง พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินซึ่งเป็นสารบรรเทาอาการปวดตามธรรมชาติ
ซึ่งในปัจจุบัน OMRON มีเครื่อง TENS ให้เลือกหลายรุ่น ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างตรงจุด ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมสุขภาพที่ควรมีติดบ้านไว้ เพื่อช่วยคลายความปวดเมื่อยและให้ร่างกายของคุณ อาการปวดเป็นสัญญาณเตือนของโรคไม่แน่ใจสาเหตุของอาการปวดกับการใช้งานควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
ขอบคุณที่มาจาก
นพเมศฐ์ ศรีจารุสิทธิ์. (2024). ปวดท้องประจำเดือน…แบบไหนที่ผิดปกติ. สืบค้นจาก https://www.princsuvarnabhumi.com/articles/period-pain
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล. (2024). ทำไมถึงปวดท้องเมื่อมีประจำเดือน. สืบค้นจาก https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/february-2024/why-do-women-get-menstrual-cramps-or-period-pain
โรงพยาบาลพญาไท. (2023). ปวดท้องประจำเดือน ไม่ใช่เรื่องที่(ผู้หญิง)ต้องอดทน… แต่ควรปรึกษาแพทย์. สืบค้นจาก https://www.phyathai.com/th/ppg/article/dysmenorrhea?srsltid=AfmBOoqeu1o7r8xbRxh2ZBprT9Z936WiZBfkTiYLmAtRGbUF94kyzUOi
โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาการุณย์. (2026). ปวดท้องประจำเดือน ควรทนหรือทานยา. สืบค้นจาก https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/menstrual-pain
โรงพยาบาลสินแพทย์. (2025). ปวดท้องประจำเดือนมาก…เกิดจากอะไร. สืบค้นจาก https://www.synphaet.co.th/ปวดท้องประจำเดือนมาก-เ/
หากมีอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนต้องหยุดเรียน หรือหยุดงาน ทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ปวดนานติดต่อกันหลายวัน ปวดลามไปถึงช่วงที่ไม่มีประจำเดือน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ประจำเดือนมามากผิดปกติ มีไข้ หรือเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะภายใน
|
บทความก่อนหน้า ต้นขาใหญ่ เกิดจากอะไร ลดยากจริงไหม มีวิธีลดอย่างไรบ้าง |
บทความถัดไป |