
หลายคนคงเคยประสบกับภาวะวิงเวียนศีรษะ มองเห็นภาพตรงหน้าพร่ามัวชั่วขณะ หรือรู้สึกเหมือนทรงตัวไม่อยู่ ซึ่งอาการหน้ามืดเหล่านี้แม้จะดูเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในบางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ไม่อาจมองข้ามได้ ดังนั้นในบทความนี้ OMRON จะพาไปเจาะลึกกันว่า อาการหน้ามืด เกิดจากอะไร เพื่อให้คุณสามารถรับมือและป้องกันอันตรายที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือภาวะหมดสติได้อย่างทันท่วงที พร้อมวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
ภาวะหน้ามืด เกิดจากการที่เลือดถูกส่งไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วขณะ ทำให้สมองขาดออกซิเจนและนำไปสู่อาการวิงเวียน โคลงเคลง หรือตาพร่ามัว โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงนั้น มักมาจากปัจจัยการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมดังต่อไปนี้

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการไหลเวียนโลหิตและการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ความดันโลหิตอาจแกว่งหรือไม่คงที่ เมื่อลุกขึ้นยืนหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ จึงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหน้ามืดได้ง่ายกว่าคนที่นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเลือด หากดื่มน้ำน้อยเกินไป สูญเสียเหงื่อปริมาณมาก หรือมีอาการท้องเสีย จะทำให้ปริมาณของเหลวในหลอดเลือดลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตตกลงตามไปด้วย เลือดจึงสูบฉีดไปเลี้ยงสมองได้ยากขึ้นจนเกิดอาการหน้ามืดวิงเวียน
การอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงหรืออยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดขยายตัวเพื่อระบายความร้อน เลือดจึงไปหล่อเลี้ยงที่บริเวณผิวหนังมากขึ้นและไปเลี้ยงสมองน้อยลง นอกจากนี้การสูญเสียเหงื่ออย่างหนักยังนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้หน้ามืด แต่อาจรุนแรงจนถึงขั้นนำไปสู่ภาวะฮีทสโตรก (Heatstroke) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การยืนนิ่งเป็นเวลานานจะทำให้เลือดไปคั่งที่ขาและร่างกายส่วนล่างตามแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนกลับสู่หัวใจได้น้อยลง หัวใจจึงบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เต็มที่ ทำให้รู้สึกหน้ามืดและอาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้
การเปลี่ยนท่าทางอย่างกะทันหัน เช่น ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจากท่านั่งหรือท่านอน จะทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนอิริยาบถ (Orthostatic Hypotension) เนื่องจากร่างกายปรับตัวและบีบตัวของหลอดเลือดไม่ทัน ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองลดลงฉับพลัน
โดยทั่วไปแล้ว หากมีอาการหน้ามืดเพียงเล็กน้อยและเกิดขึ้นนาน ๆ ครั้งจากการเปลี่ยนท่าทางกะทันหันหรือพักผ่อนน้อย มักไม่อันตรายและร่างกายสามารถปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เองในเวลาอันสั้น แต่ความอันตรายที่แท้จริงมักเกิดจากอุบัติเหตุที่ตามมา เช่น การล้มศีรษะฟาดพื้น กระดูกหัก หรือเกิดอันตรายขณะขับขี่ยานพาหนะ นอกจากนี้ หากมีอาการบ่อยครั้ง เป็นเวลานาน หรือรุนแรงจนหมดสติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด
หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วแต่ยังคงมีอาการหน้ามืดบ่อยครั้ง ร่างกายอาจกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ภายใน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเหล่านี้
โรคลมชัก
โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคทางระบบประสาทและสมอง
โรคเบาหวาน
ภาวะโลหิตจาง
การป้องกันไม่ให้เกิดอาการหน้ามืดสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 - 10 แก้ว เพื่อรักษาระดับของเหลวและช่วยให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ
พักผ่อนให้พอ นอนหลับให้ครบ 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายและระบบประสาทได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่
ลุกเปลี่ยนท่าทางอย่างช้า ๆ หากอยู่ในท่านอนหรือท่านั่ง ควรค่อย ๆ ขยับตัวและเปลี่ยนท่าทาง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับสมดุลของความดันโลหิต
ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ควรตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะการเจาะเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ระดับน้ำตาล และตรวจการทำงานของหัวใจ
ความดันโลหิตเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินความเสี่ยงของอาการหน้ามืด ไม่ว่าจะเป็นภาวะความดันโลหิตตกหรือสูงเกินไป การรู้เท่าทันค่าความดันของตนเองในแต่ละวัน จะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือรีบไปพบแพทย์ได้ก่อนเกิดเหตุอันตราย และที่สำคัญการมีเครื่องวัดความดันโลหิตติดบ้านไว้ จะช่วยให้สามารถติดตามสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอ สะดวกสบาย และเป็นตัวช่วยสำคัญในการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอของทุกคนในครอบครัวได้
ทั้งนี้ หากคุณกำลังมองหาเครื่องวัดความดันโลหิตติดบ้านไว้ OMRON จำหน่ายเครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา ช่วยให้คุณสามารถติดตามสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่านร้านค้าอย่างเป็นทางการบน Lazada และ Shopee ได้แล้ววันนี้ พร้อมบริการจัดส่งเครื่องวัดความดันโลหิตถึงหน้าบ้านคุณทั่วประเทศ

อาการหน้ามืดเป็นภาวะที่เกิดจากสมองขาดเลือดและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงชั่วขณะ เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจว่าหน้ามืดเกิดจากอะไร ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนน้อย ภาวะขาดน้ำ หรือการเปลี่ยนท่าทางกะทันหัน จะช่วยให้สามารถป้องกันได้อย่างตรงจุด อย่างไรก็ตาม หากมีอาการบ่อยครั้งหรือรุนแรง ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคแฝงอื่นๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร่วมกับการหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย
อาการหน้ามืด คือภาวะที่รู้สึกเวียนหัวหรือเหมือนจะหมดสติ แต่ยังมีสติอยู่ ส่วนการเป็นลมคือการหมดสติชั่วคราว ซึ่งมักเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพออย่างรุนแรงกว่า
ควรให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกขาสูงเล็กน้อยเพื่อให้เลือดไหลกลับสู่สมอง และตรวจสอบการหายใจ หากไม่รู้สึกตัวภายใน 1 – 2 นาที ควรรีบเรียกรถพยาบาลทันที
สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อย หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น อดอาหาร ลุกเปลี่ยนท่าเร็วเกินไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป รวมถึงการอยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าวเป็นเวลานาน
ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีสาเหตุจากระบบประสาท ระดับน้ำตาลในเลือด หรือภาวะอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความดันโลหิต
ขอบคุณข้อมูลจาก
พลกฤษณ์ เชี่ยววิทย์. (2025). อาการหน้ามืด เกิดจากโรคอะไรได้บ้าง?. สืบค้นจาก https://www.themedicative.co/heart-care/presyncope/
สุทัศน์ คันติโต. (ม.ป.ป.) หน้ามืด วูบ หมดสติ อาจคร่าชีวิตคุณ จากโรคหัวใจ หรือโรคทางสมอง. สืบค้นจาก https://praram9.com/th/articles/syncope
โรงพยาบาลวิมุต. (2024). หน้ามืด เป็นลม หมดสติ อาการอันตรายที่คุณไม่ควรมองข้าม. สืบค้นจาก https://www.vimut.com/article/Fainting-causes-prevention
Ann Pietrangelo. (2023). What Causes Fainting?. สืบค้นจาก https://www.healthline.com/health/fainting
|
บทความก่อนหน้า อดหลับ อดนอน อันตรายไหม? ผลกระทบต่อสุขภาพที่ควรรู้! |
บทความถัดไป |